สถานที่: กุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์

เรื่องเล่าความประทับใจนี้เกิดจากการเดินทางกลับไปประเทศไทยช่วง Holidays กับครอบครัว ซึ่งทริปนี้พวกเราไม่ได้วางแผนสถานที่เที่ยวอะไรกันเลยค่ะ กะว่าดูแผนที่แล้วจิ้มเลือกเอาว่าอยากจะไปที่ไหน

โดยจะเลือกสถานที่ ๆ พวกเราไม่เคยไปกัน เพราะการเดินทางแบบนี้ไม่ต้องเร่งรีบ อยากไปตอนไหนก็ไป อยากขึ้นเหนือลงใต้ก็ตามอารมณ์ของแต่ละวันเลยค่ะ อีกอย่างมันก็น่าจะสนุก ตื่นเต้น ผจญภัยดี ได้พบได้เจออะไรใหม่ ๆ หากมีอะไรก็ไปแก้สถานการณ์กันตรงหน้าเอาค่ะ

การเดินทางครั้งนี้พวกเราอยากจะไปทะเลกันค่ะ จังหวัดที่พวกเราเลือกคือ “ประจวบคีรีขันธ์” แต่ว่าพวกเราเคยไป “หัวหิน” กันมาหลายครั้งแล้ว คราวนี้อยากจะลองไปที่ใหม่ ๆ จึงมองดูแผนที่แล้วจิ้มเลือกไป “กุยบุรี” ภาพที่วาดไว้ในใจคือจะมีทะเล มีชายหาด สมัยก่อนเคยได้ยินว่ามีโรงแรมชื่อดังแถวนั้นก็เลยคิดไปว่าที่พักน่าจะเยอะ การเดินทางน่าจะมีรถโดยสารหรือมอเตอร์ไซด์รับจ้างปากทางเข้าหาดแบบแถวชะอำอะไรทำนองนั้น

การเดินทางครั้งนี้เราเดินทางกันไปแค่ 3 คน คือฉัน คุณสามีและลูกชายคนเล็กค่ะ

ซื้อตั๋วเดินทางไปกุยบุรีที่สายใต้ใหม่ โดยหารู้ไม่ว่าจากนักเดินทางธรรมดา…กำลังจะเปลี่ยนไปเป็น “ผู้ประสบภัย”

เมื่อ check out โรงแรมตอนเที่ยงก็นั่งรถ Taxi ไปลงที่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่และซื้อตั๋วรถทัวร์ไปลงที่กุยบุรีกันค่ะ พวกเรานั่งรถอยู่นานหลายชั่วโมงผ่านชะอำ ผ่านหัวหิน เลยมาเรื่อย ๆ นานอยู่สมควรก็มีเด็กรถเดินมาถามว่าลงตรงไหนของกุยบุรี?

ฉันอ้ำอี้งเพราะก็ไม่รู้เหมือนกันเลยบอกว่าลงที่ตัวเมืองกุยบุรีตรงที่ใกล้ชายหาดกุยบุรีมากที่สุด เด็กรถก็เดินไปบอกคนขับรถบัส เมื่อถึงสี่แยกกุยบุรีคนขับก็จอดแล้วถามว่าจะไปไหนกัน ฉันเลยบอกไปว่าจะไปพักที่ชายหาดกุยบุรี คนขับตะโกนบอกว่ามืดแล้วจะมีรถเข้าหรือและทะเลก็ไกลจากถนนใหญ่มาก

ฉันมองดูเวลาแล้วก็ประมาณ 18.50 น. ก็เกือบ ๆ จะทุ่มหนึ่งแต่ฟ้าดูมืดแล้ว คนขับบอกเด็กรถว่าให้มองหารถมอเตอร์ไซด์รับจ้างหน่อยว่าแถว ๆ นั้นมีไหม ไอ้ตัวฉันก็มั่นใจว่ายังไม่ทุ่มหนึ่งยังไงก็ต้องมีรถรับจ้างแน่ ๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจึงบอกไปว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมาก เดี๋ยวพวกหนูจะหาทางไปชายหาดเอง”

แต่คนขับก็บอกว่าที่นี่ตอนนี้ไม่มีรถโดยสารประจำทางหรอกนะ ทางเข้าก็เปลี่ยวมีที่พักหรือยัง ที่พักแถวนั้นไม่ค่อยมีนะ ไอ้เราก็งงไปใหญ่นึกในใจว่าจะเป็นไปได้ยังไง แต่สุดท้ายเด็กรถก็มองหารถรับจ้างไม่ได้ พวกเรารู้สึกเกรงใจเลยบอกขอบคุณคนขับและเด็กรถมากที่มีน้ำใจและให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดีค่ะ

นี่ขนาดแค่คนขับและเด็กรถนะคะยังมีความใจดีและมีน้ำใจเป็นห่วงเป็นใยกกันขนาดนี้ พวกเรารู้สึกประทับใจในวิถีชีวิตคนไทยในท้องถิ่นต่างจังหวัดมาก ๆ ค่ะ

หลังจากรถบัสจากไปแล้ว พวกเราก็พยามมองหารถรับจ้างที่อยู่บริเวณนั้น ซึ่งตรงศาลาตรงที่เรายืนอยู่มีป้ายรถมอเตอร์ไฟรับจ้างพร้อมป้ายราคาติดอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น ฉันโล่งใจคิดว่านี่ก็แค่ประมาณทุ่มเดียวเองยังไงก็หาหนทางไปแถวชายหาดจนได้น่ะแหล่ะ

พวกเรายืนเก้ ๆ กัง ๆ แถว ๆ สี่แยกกุยบุรี

แต่เจ้ากรรมพวกเรายืนรอตรงนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงไม่มีทีท่าว่าจะมีรถมอเตอร์ไซดรับจ้างกลับมาที่บริเวณจุดนั้นเลย เหลียวมองไปรอบ ๆ ข้างก็เริ่มแปลกใจเพราะบ้านเรือนและร้านค้าแถวนั้นปิดเกือบหมด เดินไปสำรวจดูก็เจอห้องแถวเล็ก ๆ ห้องหนึ่งเปิดอยู่หลังจากพูดคุยกันกับคุณป้าเจ้าของบ้านก็ทราบว่า…มอเตอร์ไซด์รับจ้างกลับบ้านไปหมดแล้วเพราะหลัง 6 โมงเย็นที่นั่นก็เงียบสนิทแล้ว ฉันอึ้งไปเล็กน้อย กล่าวขอบคุณแล้วรีบไปสำรวจอีกฟากหนึ่งของถนนเลยค่ะ

พอดีเลยเห็นร้านค้าตรงหัวมุมกำลังจะปิด…เลยรีบวิ่งไปถามว่าแถวนี้มีรถรับจ้างบ้างไหม เจ้เจ้าของร้านบอกว่า “ไม่น่าจะมีแล้ว ที่นี่พอหกโมงเย็นก็เริ่มเงียบแล้ว คนกลับบ้านกันไปหมดแล้ว คนที่นี่ไม่ค่อยมีใครใช้บริการรถรับจ้างหรือมอเตอร์ไซด์เพราะว่าชาวบ้านส่วนใหญ่จะมีรถขับไปไหนมาไหนเอง” ใจฉันแป้วเลยทีนี้ จะทำยังไงดี สามีก็พูดไทยไม่ได้ ลูกก็ยังเล็กอยู่เลย นั่งตบยุงกันเปาะแปะรออยู่ที่ศาลาโน่น

แต่แล้วก็มีเสียงสวรรค์คำแนะนำจากเจ้เจ้าของร้านค้าบอกว่า “ลองข้ามถนนใหญ่ไปฝั่งตรงข้ามดูสิ ในซอยโน้นจะมีเจ้าหน้ามูลนิธิกู้ภัย ลองขอความช่วยเหลือพวกเขาดู ขอให้เขาไปส่งตรงที่พักดู พวกเขาใจดีชอบช่วยเหลือคน” “ว่าแต่พักที่ไหนล่ะ ทำไมมาเอาซะค่ำมืดขนาดนี้” เอาล่ะปัญหาเดิมคือเราไม่รู้เพราะไม่ได้แพลนอะไรมาเลยค่ะ งานเข้าเต็ม ๆ เลยล่ะทีนี้และฉันก็ไม่ได้คิดว่าทุ่มหนึ่งที่นี่จะเงียบเชียบเปล่าเปลี่ยวถึงเพียงนี้ ประตูทุกบ้านทุกร้านค้าปิดเงียบสนิท คนเดินยังไม่มีเลย ตกใจค่อนข้างมากอยู่เหมือนกัน

แต่นี่แหล่ะ…อยากได้ประสบการณ์การผจญภัยดีนัก ได้สมใจตั้งแต่ครั้งแรกเลยจ้า

ฉันรีบวิ่งแจ้นไปบอกสามีว่าเราน่าจะลองข้ามถนนไปขอความช่วยเหลือจากอีกฟากถนนดู เขาตอบตกลงแล้วก็ช่วยกันแบกกระเป๋าเดินทางและจูงมือลูกข้ามถนนไป อยากจะบอกว่านี่คือการตกใจอีกครั้งเพราะถนนสี่แยกไม่มีสะพานลอย ไม่มีไฟข้ามถนนคนเดิน มีแต่ไฟแดงหยุดรถซึ่งเอาจริง ๆ บางคันหยุด บางคันไม่หยุด รถบรรทุกเยอะมาก ข้ามถนนกันแบบใจเต้นตุบ ๆ เพราะข้ามยากมาก ๆ เลยค่ะ

ที่นี่คือความหวังของเราในการขอความช่วยเหลือค่ะ

พอไปถึงซอยทางเข้ามูลนิธิทางจะค่อนข้างมืด เดินไปเรื่อย ๆ ไม่ไกลสักเท่าไรก็เจอมูลนิธิ พอเดินเข้าไปหมาทั้งเห่าทั้งวิ่งกรูกันมาเชียวค่ะ พวกเราทำใจดีสู้หมาเดินเข้าเจอน้อง ๆ กำลังดูทีวีอยู่ข้างในอาคารก็เลยตะโกนเรียก ขออนุญาตเข้าไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ค่ะ

เจ้าหน้าที่ก็ใจดีมากบอกว่าจะพาไปส่ง ว่าแต่จะไปไหนครับพี่ หึ หึ ไม่มีคำตอบเลยบอกไปตรง ๆ ว่าไม่ทราบ พวกน้อง ๆ ก็เลยบอกว่าทางสีแยกถนนใกล้ชายหาดมีที่หนึ่งที่เคยเห็นและรับอาสาจะพาไปส่งค่ะ พวกเราโล่งอกกันมาก พอจะช่วยค่าน้ำมันและค่าน้ำใจเจ้าหน้าที่ ๆ ช่วยเหลือ ปรากฏว่าทุกคนปฏิเสธ! พอเราบอกว่าต้องการจะจ่ายจริง ๆ พวกเขาก็ให้เราบริจาคใส่ตู้แทนค่ะ น่ารักมีน้ำใจจริง ๆ ทั้งคำพูดและกระทำของน้อง ๆ เจ้าหน้าที่ก็ดูจริงใจมาก ๆ เลย มูลนิธินี้ชื่อว่า “มูลนิธิหลวงพ่อในกุฎิวัดกุยบุรี” ค่ะ

มาถึงตอนที่เจ้าหน้าที่นำรถไปส่งต้องบอกว่า “ช็อคมาก” เพราะเป็นรถกู้ภัยปิคอัพมีหลังคาแบบขนส่งคนบาดเจ็บหรือศพทั่วไปเลยค่ะ ตอนนั้นไอ้เราก็เป็นคนไทยที่กลัวผีมากเพราะเคยทั้งฟังเรื่องผี ดูหนังผีมาตั้งแต่เด็กก็เลยออกอาการหลอน ๆ ว่านั่ง ๆ ไปแล้วจะเห็นเงาอะไรแปลกหรือไม่ก็มีคนมานั่งด้วยอะไรประมาณนั้นค่ะ แต่ก็ต้องทำใจดีสู้เสือเพราะการมีที่นอนในคืนนี้สำคัญกว่า สงสารลูก สงสารสามีมาก ดูว่าอะไรก็ว่าตามกัน เดินตามกันต้อย ๆ แบบนักพเนจร ค่ำไหนนอนนั่นเลยทีเดียว

ทางเปลี่ยวและมืดมาก ผิดกับภาพที่วาดไว้ในหัวว่าทางไปทะเลมันจะสว่างไสวมีป้ายโรงแรม รีสอร์ท หรือบังกะโล เป็นจุด ๆ อะไรทำนองนั้น ผิดคาดจ้า

เมื่อได้นั่งบนรถแล้ว รถก็เคลื่อนตัวตามถนนไปเรื่อย ๆ ต้องขอบอกว่า “ตกใจอีกรอบ” ถนนนั้นดูเปลี่ยว ไม่ค่อยจะมีไฟตามข้างทาง บางช่วงมีไฟสลัว ๆ บางช่วงมือตึดตี๋อไปเลย ตอนนั่งรถแทบจะไม่เหลียวหันไปมองข้างหลังเลยค่ะ มันมีอาการเสียววาบเอามาก ๆ ได้แต่เพ่งมองแสงไฟรถที่สาดไปที่ถนนข้างหน้ากับมองหน้าลูกและสามีเท่านั้นค่ะ ใจงี้เต้นตึกตั่ก ๆ แรงมาก ๆ ฉันได้แต่ท่อง พุทโธ พุทโธ ในใจไปเรื่อย ๆ และดูเหมือนว่าเวลายาวนานมากเนื่องจากมาทราบภายหลังว่า ถนนที่ใกล้ชายหาดนั้นไกลจากถนนใหญ่สายเมนหลักเอามาก ๆ ค่ะ

และแล้วในที่สุดรถของมูลนิธิก็พาเรามาถึงที่พักค่ะ เย้ เย้ เย้ ไชโย ใจชื้น โล่งใจมากค่ะ บังกะโลนั้นประตูปิดไปแล้ว เจ้าหน้าก็ลงไปช่วยเรียกค่ะ โชคดีที่ยังมีพนักงานบังกะโลอยู่ เดินมาเปิดประตูให้พวกเราค่ะ และมีห้องว่างอยู่หลายห้องค่ะโชคดีจริง ๆ คืนนี้เราจะมีที่นอนกันแล้วค่ะ

พวกเราขอบคุณเจ้าหน้าที่ ๆ พาเรามาส่ง สร้างความประทับใจจริง ๆ ค่ะ จนเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีของครอบครัวเรา นึกถึงเหตุการณ์นี้ทีไรก็อดยิัมกันไม่ได้สักที

Little Home Beach ที่พักของพวกเราในคืนนี้ค่ะ

หลังจากได้ check in ห้องพักแล้วก็รู้สึกหิวมากเลยค่ะ พนักงานเอาเมนูอาหารมาให้ ร้านอาหารที่ทำนั้นอยู่ไกลจากบริเวณนั้น พนักงานต้องสั่งทางโทรศัพท์และจะมีคนขี่มอเตอร์ไซด์เอามาให้ที่หน้าห้องพักค่ะ คืนนั้นเลยได้กินอิ่มนอนหลับกันค่ะ

พวกเราพักอยู่ที่นั่น 3 วัน 2 คืนค่ะ ช่วงกลางวันก็ออกเดินแถวนั้นเพราะว่าทะเลบริเวณที่พักไม่สวยเลยอาจจะเป็นเพราะช่วงเวลาน้ำขึ้นพอดี เล่นน้ำไม่ได้ ไม่มีชายหาดให้เดินแถมอากาศร้อนมาก ๆ แต่ถึงจะร้อนอย่างนี้ก็เถอะพวกเราก็ออกพากันเดินไปสำรวจหมู่บ้านแถว ๆ นั้น ปรากฏว่าคนท้องถิ่นที่นั่นน่ารักมากค่ะ เป็นมิตรแต่บางคนก็มองเราแบบแปลก ๆ ไม่ค่อยกล้าทัก พวกเราก็เลยเป็นฝ่ายทักทายก่อน คนที่ดูเหมือนจะอาย ๆ ก็เริ่มพูดคุยยิ้มแย้มแจ่มใส บอกว่าแถวนี้นาน ๆ จะมีนักท่องเที่ยวมาสักที ส่วนชาวต่างชาติก็นาน ๆ ทีถึงจะได้เห็น พวกเราก็เลยแวะซื้อของและคุยไปเรื่อยเปื่อยสนุกสนานกันดี

วิถีชีวิตหมู่บ้านชาวประมงที่นี่ดูสวยสงบ เป็นธรรมชาติมากค่ะ

หมู่บ้านกุยบุรีแถวที่พักมีเรือหาปลาจอดเยอะ ดูสวยงามมากค่ะ มีวัดเล็ก ๆ มีตลาดนัดเล็ก ๆ ให้คนพากันจับจ่ายซื้อของดูแล้ววิถีชีวิตคนที่นี่ยังธรรมชาติมากค่ะ ระหว่างทางเจอต้นมะละกอที่ออกลูกดกอยู่หลายต้น มีต้นมะเขื่อเปราะ มะเขือพวงขึ้นตามข้างถนน แหม่! คิดถึงส้มตำเผ็ดแซ่บ ๆ กับแกงเผ็ดมะเขือ จังเลยค่ะ

คืนสุดท้ายเราออกเดินกันไปยังร้านอาหารร้านหนึ่งซึ่งก็มีเพียงแต่ร้านเดียวที่เปิดในวันนั้น ทางค่อนข้างไกลแต่ก็ใกล้โรงแรมมากที่สุดเพื่อไปรับประทานอาหารค่ำกัน ร้านนี้เห็นตอนออกไปเดินเล่นเลยปักหมุดในใจกันว่าคืนนี้จะลองมาร้านนี้แหละ เมื่อมาถึงและเดินเข้าไปข้างในถึงทราบว่าร้านนี้ติดชายทะเลซึ่งตอนกลางวันไม่สวยแต่ตอนกลางคืนร้านประดับประดาไฟทำให้ทะเลดูโรแมนติกมากค่ะ

ระหว่างทางเดินเข้าไปในร้านอาหารเพื่อหาที่นั่ง ฉันก็รู้สึกว่ามีอะไรบ้างอย่างหล่นตุ๊กลงมาที่หัวค่อนข้างแรง… ตอนนั้นฉันหยุดนิ่งแล้วหันไปถามคุณสามีว่ามีอะไรตกอยู่บนหัวฉันรึเปล่า?

คุณสามีตอบกลับมาว่า “Lizard” ความหมายมันก็คือจิ้งจก ถึงแม้ว่าฉันจะกลัวแต่ก็พยายามใจดีสู้เสืออีกแหละ คือพยายามอยู่นิ่ง ๆ แต่ปรากฏว่าเจ้าจิ้งจกที่คุณสามีว่ามันไม่อยู่เฉยอ่ะค่ะ มันค่อย ๆ ไต่ลงจากหัวลงมาที่คอ บอกเลยว่าสยิวเสียววาบ หน้าร้อนตัวชาด้วยความกลัว

เจ้าจิ้งจกตัวนั้นมันไม่ได้หยุดนั้นมันไต่ลงมาเรื่อย ๆ ลงมาข้างในเสื้อด้านหลัง ตอนนั้นขาแข็ง ตัวเกร็งมาก หน้างี้ร้อนผ่าวด้วยความกลัวมาก ๆ ค่ะ และแล้วก็โชคดีที่มันค่อย ๆ กลับตัวออกจากหลังเสื้อคลานขึ้นคอแล้วไต่ต่อไปที่กลางศรีษะอีกครั้ง ความรู้สึกตอนนั้นจิ้งจกตัวใหญ่มากเหมือนโลกทั้งใบทับบนหัวเลยยังไงยังงั้น

ฉ้นเห็นพนักงานที่จะพาเดินไปที่โต๊ะเงียบงัน หันไปมองคุณสามีก็เห็นสายตาดูเงียบมาก ค่อย ๆ ย้ายสายตาไปที่ลูกตัวเล็ก ลูกตะโกนออกมาว่า “Beutiuful” โอ้! อิหยังวะ

และแล้ว….ในที่สุดเจ้าตัวที่เกาะหัวฉันก็กระโดดลงพื้นไปเอง ท่ามกลางสายตาทุกคนและเจ้าตัวที่ฉันเห็นมันไม่ใช่ “Lizard หรือเจ้าจิ้งจก”

แต่มันคือ “Gecko ที่แปลว่า ตุ๊กแก” จ้าทุกคน พระแม่เจ้า!

จิ้งจก “Lizard” VS ตุ๊กแก “Gecko” ชอบตัวไหนกันจ๊ะ

ฉันช็อคดับเบิัลช็อคเลยงานนี้ พ่อเจ้าประคุณตัวดีบอกว่าก็ไม่แน่ใจว่ามันตัวอะไรกันแน่เนื่องจากเจ้าตุ๊กแกลายพร้อยตัวนั้นมันยังไม่โตเต็มที่ขนาดของตัวมันก็เลยไม่เหมือนตุ๊กแกแก่ โฮ้ พ่อเจ้าประคุณ! ถ้าตัวมันโตขนาดนั้นล่ะก้อ ฉันคงจะเป็นลมไปซะก่อนกันพอดี

ส่วนลูกชายที่พูดว่า “Beutiful ที่แปลว่า สวย” นั้น เป็นเพราะว่าเจ้าลูกชายชอบสัตว์เลื้อยคลานมากค่ะ และฝรั่งส่วนใหญ่ก็มักจะมองว่าตุ๊กแกนั้นสวยกันค่ะ เห็นไหมค่ะ ว่าของที่เรากลัวแทบตายกลับกลายเป็นของสวยงามที่หลายคนชอบ ต่างคนต่างมุมมอง ความสวยไม่มีอะไรที่ตายตัวค่ะ

การทานอาหารในค่ำคืนนี้แม้จะเริ่มต้นด้วยความตื่นเต้นแต่ก็ตบท้ายด้วยความอร่อยของอาหาร + บรรยากาศค่ะ

บรรยากาศสลัว ๆ คลาสสิคด้านหน้าร้านอาหารติดชายหาด อาหารอร่อยมาก รสชาดถึงใจ ร้านอ่าวไทยซีฟู้ด ค่ะ

แถมตอนเดินกลับไปที่บังกะโล ท้องฟ้าเปิด ดาวเยอะมาก สวยมาก เหมือนครอบครัวเราเดินกันอยู่ท่ามกลางทุ่งดวงดาวเลยค่ะ

เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อถึงเวลา Check out ปัญหาใหม่ก็บังเกิด! ขึ้นมาอีกแล้วเพราะที่นี่ไม่มีรถโดยสารหรือรถรับจ้างใด ๆ เลยจ้า สอบถามพนักงานแถวนั้นทุกคนพากันส่ายหน้าเป็นแถว

แหม! ก็ตอนมารถมูลนิธิมาส่งตอนกลางคืน ไอ้เราก็คิดว่าขากลับตอนกลางวันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร น่าจะมีรถโดยสารหรือรถรับจ้างบ้าง ผลปรากฏว่าไม่มีค่ะ

พนักงานบังกะโลที่แสนดีก็พยายามหาหนทางช่วยและ ในที่สุดก็ช่วยพวกเราได้จนได้ค่ะ โดยบอกกับเราว่าวันนี้ช่วงเวลาสาย ๆ จะมีรถมารับผ้าที่บังกะโลไปทำความสะอาด จะให้คนขับรถซักรีดพาพวกเราไปส่งที่หน้าถนนใหญ่ โชคดีมากที่เจอคนใจดีช่วยอีกแล้ว พวกเราพากันขอบคุณแล้วรีบไปเก็บของใส่กระเป๋ารอไว้เลย เมื่อรถมาถึงพวกเราก็ได้อาศัยรถซักรีดออกมาที่หน้าถนนใหญ่ค่ะ

ฉันและครอบครัวรู้สึกสนุกและตื่นเต้นกับการมาเที่ยวกุยบุรีในครั้งนี้มากและพร้อมที่จะออกเดินทางไปผจญภัยสู่เส้นทางใหม่ที่พวกเราไม่เคยไปอีกครั้งโดยการจิ้มแผนที่…เพื่อเลือกสถานที่ต่อไปในอีกเช่นเคยค่ะ The next Station is ……..???